ดร.แกง

ขยัน…คือ…คำตอบ

Designing Your PhD!

4 ความเห็น

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

4 thoughts on “Designing Your PhD!

  1. Life is a journey ครับ …. Happy is all around the path to destination🙂 Congratulations to you and all Thai students who will have a chance to learn from you krub.

    • แม่นแล้วครับพี่ภัทร์ ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เรียนรู้แบบอย่างที่ดีและสิ่งสำคัญหลายอย่างจากพี่ครับ

  2. พี่แกงครับ ยินดีด้วยนะครับกับความสำเร็จที่ได้รับ ผมเคยสงสัยว่า ทำไมผมรู้สุกคุ้นหน้าคุ้นตาพี่แกงมาก และแล้วผมก็พบว่าพี่แกงคือ คนที่นำเสนอผลงานวิชาการของ CHE-congressที่ ดุสิตธานี พัทยา ตอนนั้นผมกำลังเริ่มเรียนปริญญาเอก เริ่มเรียนปีที่ 1 ตอนนั้นพี่แกงได้นำเสนอผลงานเรื่อง stem cell จากนำคร่ำ อะไรประมาณนี้แหละครับ🙂 ตอนนี้ผมกำลังเรียนระดับปริญญาเอกครับ ได้มาอ่านบทความของพี่แล้ว รู้สึกประทับใจเพราะพี่แกงสามารถ Design Ph.D life ได้อย่างดี เมื่อเทียบกับชีวิต Ph.D. ของผมแล้วค่อนข้างแตกต่างกัน มีหลายสิ่งหลายอย่างได้ผ่านเข้ามาในช่วงที่กำลังเรียน จนผมไม่สามารถจัดการและจดจ่อกับงานวิจัยของผมได้ บางครั้งทำให้ผมรู้สึกท้อและคิดที่จะจบชีวิตการเรียนของ Ph.D. แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอดทนและสู้กับความท้อแท้ คือ ผมจะบอกตัวเองเสมอว่า ผมต้องสู้และสร้างอะไรบางอย่างที่เกิดจากการเรียนของเรา ที่จะทำให้เพื่อนๆมนุษย์ของเราได้พ้นจากความทุกข์อันจากความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ บางทีวัตถุประสงค์ที่ผมตั้งเอาไว้มันอาจจะใหญ่เกินตัวผมเกินไป พี่แกงช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ

    • สวัสดีครับน้องไกร แวะไปแนะนำตัวที่เฟสบุ๊กด้วยนะครับ พี่อาจจะจำหน้าน้องไม่ได้ครับ ตอนนี้คาดว่าน่าจะใกล้สำเร็จแล้วใช่ไหมครับ สู้ๆ ครับ มีอะไรก็พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองและหลักคิดกันได้ตลอดเลยนะครับ
      แกง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s