ดร.แกง

ขยัน…คือ…คำตอบ

Design & Technology Curriculum: แล้วทิศทางของประเทศไทยหล่ะ?

1 ความเห็น

วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปฟังการบรรยายเรื่อง Art, Design and Bad Science‏ ที่ Royal Society for the Encouragement of Arts, Manufactures and Commerce, ลอนดอน โดยมีวิทยากรหลายท่าน เช่น

  • Robert Bird ซึ่งเป็น learning director for Art and Design and Competence Curriculum, Oasis Academy Enfield
  • Dr Rhys Morgan ซึ่งเป็น head of secretariat for Education for Engineering (E4E), Royal Academy of Engineering
  • John Miller ซึ่งเป็น designer and author of the recent RSA pamphlet

แต่วิทยากรหลักที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมลงทะเีบียนไปฟังคือ Daniel Brown เขามีฉายาว่าเป็น electronic artist 

“Daniel Brown is a designer, programmer and artist, specializing in the fields of Creative Digital Technology and Interactive Design and Applied Arts”

ซึ่งเขาได้สร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่โดยใช้ความชอบส่วนตัวทางคณิตศาสตร์ของเขาในการเขียนรหัส/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เกิดเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก เขาไม่ได้ใช้ปากกา สี หรือพู่กัน เฉกเช่นศิลปะที่เราเคยคุ้นตา ทั้งนี้ตัวเขาเองก็เป็นผู้พิการซึ่งไม่สามารถเดินได้  ผลงานของเขามีตั้งแต่ออกแบบภาพกราฟฟิกบนกระจกขนาดใหญ่ของอาคารให้เคลื่อนไหวตามคำสั่งโปรแกรมที่ไม่ซ้ำแบบ (ซึ่งต่างจาก animation) หรือการออกแบบโปรแกรมให้ฉายภาพต่างๆ จากบนเพดานห้องลงไปบนถ้วย/ชามที่วางบนโต๊ะอาหาร ให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆ ที่แปลกตา เป็นต้น ทั้งนี้ท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภาพผลงานของเขาได้ ที่นี่

นอกเหนื่อจากความมหัสจรรย์ของผลงานศิลปะยุคดิจิตัลแล้ว สิ่งที่มีการพูดคุยอภิปรายกันในงานคือ การออกแบบ/ดีไซน์ ควรจะจัดเป็นศิลปะ หรือเทคโนโลยี และดีไซน์ควรจะจัดเป็น “วิชา” หรือ “กระบวนการ” เนื่องจากที่อังกฤษมีวิชาที่ทับซ้อนกันคือ Arts & Design (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่)  และ Design & Technology (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่) ซึ่งทั้งภาครัฐ, นักวิชาการและครูต่างก็พยายามหาทางออกการบูรณาการเรื่องนี้ให้เกิดการเรียนการสอนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดยครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมอภิปรายได้พยายามออกแบบการเรียนการสอนโดยโยงเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องธุรกิจ หรือเรื่องสังคมศาสตร์ให้เข้ากับเรื่องดีไซน์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นที่เมืองไทยคือ cross-curricular learning ซึ่งคณะครูเองต้องพยายามออกแบบการสอนและเชื่อมโยงวิชาต่างๆ ให้เข้ากับบริบท เพื่อให้ผู้เรีัยนเกิดการเรียนรู้ที่เข้าถึงแก่นของวิชา สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น สอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นภายนอกโรงเรียน และก้าวทันความเป็นไปของโลก

น่าเสียดายที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรการออกแบบ/ดีไซน์ แบบนี้ เรามีหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งที่เห็นพอจะเทียบเคียงได้ก็มีแต่วิชาศิลปะซึ่งอยู่ภายใต้ “กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ” และ “กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี” ที่อาจจะไม่ค่อยจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน อีกทั้งหลักสูตรก็มิได้เตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงาน ทั้งนี้เห็นได้จากคณะวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะมัณฑศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นักเรียนต่างก็ต้องสอบวิชาเฉพาะที่แทบไม่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดหากอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะเหล่านั้นได้ ก็ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม

หากเรามีหลักสูตรเหล่านี้นอกเหนือจากผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินให้ลูกหลานไปเรียนพิเศษแล้ว การเรียนในระดับมัธยมศึกษาทางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ จะเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้มีทางเลือกอาชีพที่หลากหลาย เลือกเรียนในวิชาที่สอดคล้องกับความถนัด และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จะเห็นว่าภาคธุรกิจ, ภาคการศึกษา หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังต้องอาศัยศิลปะการออกแบบร่วมสมัย ทั้งในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์, การออกแบบสิ่งทอพื้นบ้าน, การจัดระบบงานวิจัย และการสื่อสารระหว่างองค์กรกับสาธารณะชน เป็นต้น

ดังนั้นผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรจะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน (นอกโรงเรียน) ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน และให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตลอดทั้งจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างโฉมใหม่ของระบบการศึกษาที่ไทย โดยที่ไม่ต้องประกาศปฏิรูปการศึกษาอีกหลายรอบจนดูไม่ค่อยจะขลังเท่าไหร่นักครับ

One thought on “Design & Technology Curriculum: แล้วทิศทางของประเทศไทยหล่ะ?

  1. หากถูกบังคับศิลปจะไม่เกิด ทุกวิชาการเรียนการสอนหากให้อิสระกับผู้เรียนในการนำเสนองาน ถ่ายทอดความคิด แต่ขอบเขตของอิสระที่ให้อยู่ภายใต้การใช้เขียนจินตนาการออกมาจากมือ หรือจากสื่ออิเล็คทรอนิกส์โดยผู้เรียนต้องเขียนเอง คิดว่ามันจะเกิดงานที่เป็นศิลปะได้ และคิดว่าคงจะเป็นการพัฒนาด้านงานศิลปควบคุ่กันไป จะช่วยให้ข้อจำกัดที่ว่าต้องมีพรสวรรค์งานศิลปจึงเกิดซึ่งลดความมั่นใจหลายหลายคนที่ไม่กล้าคิดที่ทำงานศิลป..เพราะคิดว่า..ฉันไม่มีพรสวรรค์…จริงแล้วทุกคนถ่ายทอดงานศิลปได้และได้ดี ..นะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s