ครั้งแรกกับการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์

ไปถ่ายทำรายการ Science Guide  ไว้นานแล้วครับ แต่เพิ่งจะได้ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา เทปนี้พาท่องเที่ยวเพลินใจไปในจังหวัดราชบุรี พาชมตลาดน้ำดำเนินสะดวก สัมผัสวิถีชีวิตริมแม่น้ำ การตกกุ้งริมแม่น้ำ การทำน้ำตาลมะพร้าวจากต้นมะพร้าว ฝากติดตามผลงานและติชมด้วยนะครับ

 

 

ท่องเที่ยวเพลินใจให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำทาง

10175994_10100156313899715_1794123210238468589_n

ใจสบาย-กายเป็นสุข

ฝากรายการวิทยุน้องใหม่ด้วยนะครับ "ใจสบาย-กายเป็นสุข" ทุกวันเสาร์ยามเช้าตรู่ 7.00-9.00 น. เป็นรายการสุขภาพ มีแขกรับเชิญเป็นบุคลากรทางการแพทย์และนักวิชาการด้านสุขภาพมาร่วมพูดคุยในประเด็นที่น่าสนใจ สามารถส่งข้อความมาพูดคุยแนะนำหรือสอบถามปัญหาที่เกี่ยวข้องได้ที่ SMS 1677
ช่องทางการสื่อสารร่วมด้วยช่วยกัน
1. ศูนย์บริการสาธารณะร่วมด้วยช่วยกัน 1677
1.1 ศูนย์รับเรื่อง 1677 ( Hotline 1677)
1.2 ศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน CB 245 CH 36
2. รายการร่วมด้วยช่วยกัน ออกอากาศทาง 11 สถานี / 11 จังหวัด ทุกภูมิภาค (กรุงเทพมหานคร, เชียงราย, พิษณุโลก, ชัยนาท, จันทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุบลราฃธานี, ชุมพร และ นครศรีธรรมราช)
3. https://www.facebook.com/rd1677
4. https://www.facebook.com/ruamduay
5. www.twitter.com/ruamduay
6. www.rd1677.com
7. App ร่วมด้วยช่วยกัน 
บริการฟรีบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อการแจ้งเหตุ ติดตามข่าวสาร บริการข้อมูลสำคัญ อาทิ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ปั๊มน้ำมัน อู่ซ่อมรถ การปฐมพยาบาล ฯลฯ ตลอดจนรับฟังวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ขอความช่วยเหลือผ่าน Hotline 1677 และ แจ้งเหตุฉุกเฉิน ผ่าน SOS มายังศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกันได้ทันที ให้บริการดูแลประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง1795484_10100133511371165_1692318875_n

Designing Your PhD!

หลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาโทในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ จาก Imperial College London School of Medicine  ในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2007 ผมก็ได้เข้าเรียนปริญญาเอกในรูปแบบ PhD (หลักสูตรปริญญาเอกทั่วโลกนั้นมีชื่อเรียกหลายแบบ) หลังจากนั้นทันที ที่ UCL Institute of Child Health โดยผมได้ศึกษาและวิจัยคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดจากแหล่งต่างๆ เช่น สมอง, น้ำคร่ำ, ไขมัน และอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจชีววิทยาและการนำไปใช้ในทางการแพทย์ แต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้เรียนมานั้น ประโยชน์สูงสุดที่ได้รับก็คือ “ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง” แต่ทว่าเส้นทางการเรียนปริญญาเอกนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้น ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเกิดปัญหาอะไรให้ได้เผชิญบ้าง ผมเองได้ออกแบบการเรียนปริญญาเอก (Designing My PhD!) บางส่วนของผมไว้ว่า ผมอยากจะเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเส้นทางการเรียนรู้และศึกษาวิจัยให้เกิดเป็นงานสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสาธารณะ (science public engagement) ซึ่งจะเป็นรากฐานงานที่ผมอยากจะทำเมื่อกลับไปทำงานประจำที่ประเทศไทย

นอกเหนือจากผลผลิตงานวิจัยที่เกิดเป็นข้อมูลมากมายเพื่อใช้ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการแล้ว ผมก็ชอบการถ่ายภาพวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการทดลองของผม ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมีโอาสได้เ็ห็นบ่อยนัก อีกทั้งสถานศึกษาและพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก โดยภาพข้างล่างนี้เป็นชื่อผลงาน คือ Chase on Mars เป็นภาพแผ่นสมองที่ปลูกถ่ายด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (สีเขียว) ซึ่งผมส่งเข้าประกวดในระดับมหาวิทยาลัย ในงานที่ชื่อว่า Research Images As Art (กดที่นี่) ทั้งนี้ยังมีอีกสองผลงานคือ Fireworks  และ Flying Wolf ซึ่งได้ถูกนำไปใช้เป็นภาพปกนิตยสารของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ผมเชื่อว่าช่วงเวลาการเรียน 3-4 ปีนั้น นอกจากการเรียนเพียงอย่างเดียว ผมน่าจะทำอะไรได้อีกเยอะในขณะที่ผมเรียนปริญญาเอก ผมทำงานที่นอกเหนือจากงานวิจัยหลายอย่าง เพราะว่า “ผมอยากทำ” และผมคิดว่าถ้าผมไม่เริ่มทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำตอนไหน ผมไม่อยากรอเวลาจนเรียนจบแล้วถึงไปเริ่มทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ที่เมืองไทย เพราะมันอาจจะสายเกินไปและไม่ทันท่วงที ผมถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าทรัพยากรรอบกายพร้อม เพื่อนร่วมงานพร้อม และโอกาสมาเมื่อไหร่แสดงว่าเป็นโชคของผมแล้วที่จะได้ทำ เพราะผมได้เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตัวอย่าง อาทิเช่น

ผมโชคดีที่ได้รู้จักเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ที่ต่างประเทศแบบ off-line และเพื่อนๆ แบบ On-line โดยเฉพาะเครือข่ายในเฟสบุ๊ก งานหลายอย่างที่ผมทำ ผมต้องขอบคุณเฟสบุ๊กซึ่งเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ หลายคนที่ผมได้ร่วมงานด้วยผมก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงมาก่อน เราคุยกันผ่านเฟสบุ๊กจนงานเกิดเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่ามหัศจรรย์ ผมจึงเชื่อว่าด้วยกุศลจิตเป็นพื้นฐาน เราสามารถใช้เครือข่ายสังคมเพื่อทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งจะว่าไปแล้วการเรียนปริญญาเอกอาจดูจะง่ายกว่าปริญญาตรีในเชิงการบริหารจัดการ กล่าวคือหลักสูตรปริญญาตรีผมต้องถูกบังคับให้เข้าเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสี่โมงเย็น ข้าวเที่ยวก็ไม่ได้ทานในบางวัน และหลายวิชาผมก็ไม่ได้ชอบ รู้สึกไม่สนุกกับการเรียนและต้องอ่านพาวเวอร์พอยท์ของอาจารย์ ซึ่งหลายคนคงทราบว่าผมไม่ชอบจดคำบรรยายในชีทพาวเวอร์พอยท์ ผมชอบอ่านตำรา textbook มากกว่า เพราะทำให้เราได้ทราบเนื้อหาวิชาเป็นเรื่องเป็นราว

เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะจบ นักศึกษาปริญญาเอกที่อังกฤษต้องทำรายงานเล่มใหญ่ที่เรียกว่า ดุษฏีนิพนธ์ (PhD thesis) ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีรูปแบบและข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด ที่นี่ผมใช้เวลาในการเขียนไม่นานนัก ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เพราะผมมีเนื้อหาบางส่วนจากที่เขียนเอาไว้ในรายงานตอนปีแรกของการเรียน และที่เขียนไว้ในต้นฉบับเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย ดุษฏีนิพนธ์ของผมชื่อเรื่องว่า somatic stem cells: properties and potential for regenerative medicine ชื่อมันค่อนข้างกว้างมากเนื่องจากผมเขียนเพียง 3 บทใหญ่ๆ เท่านั้น

  • บทที่ 1 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากน้ำคร่ำ (amniotic fluid stem cells) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในหัวข้อ Amniotic Fluid Stem Cells Increase Embryo Survival Following Injury
  • บทที่ 2 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน (adipose stem cells)
  • บทที่ 3 เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดและระบบประสาทในคลอรอยด์ เพล็กซัส (choroid plexus) โดยผมได้นำเสนอผลงานที่งานประชุมประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลก (World congress of neuroscience) ที่ประเทศอิตาลี เรื่อง Neurogenesis and nerves in the choroid plexus

นอกเหนือจากการเขียนงานวิจัยแล้ว ผมก็ได้หัดการวาดภาพการ์ตูน/เซลล์อย่างง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2010 เพื่อผลิตภาพประกอบธีซีสของผม ภาพด้านล่างนี้เป็นการอธิบายสหวิชาต่างๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจเซลล์ต้นกำเนิดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม และผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบใหม่คือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (  somatic cell therapy products)

2. การบำบัดด้วยยีน (gene therapy medicinal products)

3. เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (tissue engineered products)

แต่เนื่องจากผลการทดลองของผมเป็นรูปภาพซะส่วนใหญ่เลยทำให้เล่มนี้หนาประมาณ 300 หน้า ทั้งนี้ได้พยายามตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจำนวนมากแล้วเพราะบางประเด็นมันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวแนวคิดหลัก (theme) ที่เราต้องการจะนำเสนอและอาจจะทำให้คนอ่านไขว้เขว อาจารย์ที่ปรึกษาเลยแนะนำให้ตัดออกเพื่อให้มีเนื้อหาที่ไหลลื่นมากขึ้น

หลังจากส่งเล่มดุษฏีนิพนธ์เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ต้องรอสอบในอีกสามเดือนต่อมาในวันที่ 13 ธันวาคม เนื่องจากกรรมการสอบบางท่านต้องไปปฏิบัติภาระกิจที่ต่างประเทศและมีตารางเวลาที่ไม่ตรงกัน ช่วงที่รอก็ทำให้ผมได้ทำกิจกรรมนอกเวลาหลายอย่าง และเขียนงานทางวิชาการกับ Dr Patrizia Ferretti (อาจารย์ที่ปรึกษา ) รวมทั้งทำงานอดิเรกที่ผมอยากจะทำไปพร้อมๆ กัน

สำหรับการเตรียมตัวสอบปากเปล่านั้น ก็ได้ถามอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่หลายหนว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี เขาก็แนะนำให้อ่านเนื้อหาที่เขียนและอธิบายการทดลองที่ได้ทำไปให้ชัดเจน ซึ่งมันก็เหมือนตอบแบบกำปั้นทุบดิน เขายังบอกว่าไม่ค่อยเป็นห่วงหากกรรมการสอบเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปที่อยู่นอกธีซีส เพราะผมค่อนข้างติดตามข่าวสารงานวิจัยอยู่ตลอดแล้ว

หลังจากที่ผมกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไป เตรียมการพูดอธิบายวัตถุประสงค์การศึกษา ข้อโดดเด่นและข้อจำกัดในการศึกษานี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องแก้ไข เพราะบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าเหตุผลที่ตัวเองเขียนอธิบายการทดลองในแบบนั้นเพราะอะไร บางส่วนก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน ก็พยายามเตรียมคำตอบประเด็นเหล่านั้นเพราะคิดว่ากรรมการก็คงสงสัยเหมือนกัน คืนก่อนสอบเป็นคืนที่แย่มากเพราะกลับจากมหาวิทยาลัยประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ หอบแฟ้มธีซีสกลับไปอ่านที่บ้าน ฝนก็ตกหนักมาก แฟ้มก็เปียก ทั้งหิวข้าวตอนดึก ตอนนั้นใจหวิวๆ เหมือนเป็นลางบอกว่าวันสอบจะต้องลำบากกว่านี้ 555+

พอถึงวันสอบ ตอนเช้าก็ได้อ่านทบทวนเล็กน้อย แต่ก็อ่านไม่ค่อยได้เยอะเพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินข้าวก็ไม่ลง พอถึงเวลาที่เข้าห้องสอบ กรรมการก็ถามว่าบทใดที่ชอบมากที่สุด ส่วนใดที่เป็นข้อจำกัดของการศึกษา แต่แปลกใจที่กรรมการถามความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก เช่น

  • การทำงานของ transcription factor เช่น Oct4, Nanog, Sox2 และอื่นๆ ซึ่งผมไม่ได้ศึกษาโดยตรง แต่ผมศึกษาการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (induced pluripotent stem cells) จากเซลล์ต้นกำเนิดจากไขมัน
  • การพัฒนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดยใช้สารเคมี
  • ความรู้สึกต่องานวิจัยของเราว่าจะไปช่วยพัฒนาต่อเติมอะไรได้บ้าง สำหรับวงการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดในระดับสากล
  • ทำไมถึงเลือกวิธีการทดลองแบบ ก. ไม่ใช้วิธีแบบ ข. เป็นต้น
  • วิเคราะห์ และวิจารณ์งานวิจัยของผู้อื่นที่เราใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
  • บางครั้งกรรมการอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดงานวิจัยของเรา ซึ่งตัวเราเองอาจจะรู้สึกว่ามันดูพื้นฐานและเขาน่าจะรู้ แต่เมื่อเขาถามแล้วเราก็จำเป็นต้องอธิบายแนวคิด เป็นขั้นเป็นตอนให้เชื่อมโยงกัน และชี้ให้เป็นว่าการทดลองที่เราทำนั้นมันจะตอบคำถามและนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในอนาคต ซึ่งแท้จริงเขาอาจจะแกล้งถามหรือไม่ทราบจริงๆ ก็เป็นได้

หลังจากเริ่มสอบประมาณบ่างสองโมง กรรมการก็ถามอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก กรรมการท่านนึงจดบันทึกหัวข้อคำถามเป็นข้อๆ ในสมุดของท่าน แล้วท่านก็ไล่ถามตามลำดับซึ่งไม่ได้เรียงตามหน้า กรรมการอีกท่านก็จดคำถามใส่ในกระดาษ post-it แปะในตัวธีซีส พอถามเสร็จก็ดึงออกที่ละข้อ ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้ถามตามลำดับหน้า กล่าวคือ เขาเริ่มถามจากหน้าสรุปของบทสุดท้าย แล้วก็ย้อนกับไปบทแรกๆ พอนึกได้หรือมีข้อสงสัยที่เชื่อมต่อกับคำถามก่อนหน้า เขาก็โยงไปอีกบทใหม่ ซึ่งเราจะไม่มีเวลาได้เปิดอ่านธีซีสของเราเลย ต้องเตรียมพูดตอบคำถามอย่างฉับพลัน จนกระทั่งทุกคนเริ่มพอใจกับการตอบคำถาม หมดคำถามในสมุดบันทึกแล้ว กระดาษ post-it ก็ถูกนำออกไปจากธีซีสหมดแล้ว

หลังจากนั้นกรรมการก็บอกว่าพอใจกับการถามคำถามจนหมดสิ้นแล้ว และเวลาประมาณ 16.30 น. เขาก็เชิญผมออกนอกห้องก่อนเพื่อจะเรียกตัวกลับมาฟังผลการสอบอีกครั้ง ผมยืนรออยู่นอกห้องประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา และเมื่อกรรมการเรียกตัวกลับเข้าห้องสอบอีกครั้ง เขาก็แสดงความยินดี “Congratulations…” ตามด้วยคำพูดที่แสดงถึงความพอใจกับการตอบคำถามและให้เราจบปริญญาเอก แต่ที่แปลกใจและคาดไม่ถึงคือ เขาไม่ต้องการให้แก้ไขธีซีสเพิ่มเติม! ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะตอนที่สอบผมก็จดคำแนะนำทุกอย่างแต่ข้อสเนอแนะไว้หมด เพราะคิดว่าต้องแก้ไขตามที่กรรมการได้แนะนำเอาไว้ แต่ในเมื่อกรรมการเขาไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมเราจะไปเรียกร้องอยากจะแก้ไขทำไมหนอ… เป็นอันจบพิธีการสอบปากเปล่า (PhD VIVA) อย่างสมบูรณ์ครับ

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็มีการพูดคุยแสดงความยินดีจากทั้งกรรมการสอบ รวมทั้งอาจารย์และสมาชิกของภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ และกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่มีส่วนผลักดันให้ผมสำเร็จการศึกษา ในภาพนี้ผมยืนอยู่กลาง โดยมีกรรมการสอบภายใน (Internal Examiner) ของยูซีแอล คือ  Professor Jeremy Brockes (ซ้าย)  และกรรมการจากภายนอก (External Examiner) คือ Professor Peter Andrews (ขวา)

บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่ออยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตการเรียนของผมที่ไม่จำเป็นต้องขลุกอยู่กับตำราตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การละทิ้งโดยไม่อ่านหนังสือหรืองานวิจัยให้ทันโลกนะครับ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบก็ขอให้โชคดีและหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน และหากท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเริ่มเรียนปริญญาเอกก็ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ สักวันจะถึงเวลาที่เราจะได้แสดงฝีมือครับ…โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

“ขยัน…คือ…คำตอบ”

Design & Technology Curriculum: แล้วทิศทางของประเทศไทยหล่ะ?

วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปฟังการบรรยายเรื่อง Art, Design and Bad Science‏ ที่ Royal Society for the Encouragement of Arts, Manufactures and Commerce, ลอนดอน โดยมีวิทยากรหลายท่าน เช่น

  • Robert Bird ซึ่งเป็น learning director for Art and Design and Competence Curriculum, Oasis Academy Enfield
  • Dr Rhys Morgan ซึ่งเป็น head of secretariat for Education for Engineering (E4E), Royal Academy of Engineering
  • John Miller ซึ่งเป็น designer and author of the recent RSA pamphlet

แต่วิทยากรหลักที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมลงทะเีบียนไปฟังคือ Daniel Brown เขามีฉายาว่าเป็น electronic artist 

“Daniel Brown is a designer, programmer and artist, specializing in the fields of Creative Digital Technology and Interactive Design and Applied Arts”

ซึ่งเขาได้สร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่โดยใช้ความชอบส่วนตัวทางคณิตศาสตร์ของเขาในการเขียนรหัส/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เกิดเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก เขาไม่ได้ใช้ปากกา สี หรือพู่กัน เฉกเช่นศิลปะที่เราเคยคุ้นตา ทั้งนี้ตัวเขาเองก็เป็นผู้พิการซึ่งไม่สามารถเดินได้  ผลงานของเขามีตั้งแต่ออกแบบภาพกราฟฟิกบนกระจกขนาดใหญ่ของอาคารให้เคลื่อนไหวตามคำสั่งโปรแกรมที่ไม่ซ้ำแบบ (ซึ่งต่างจาก animation) หรือการออกแบบโปรแกรมให้ฉายภาพต่างๆ จากบนเพดานห้องลงไปบนถ้วย/ชามที่วางบนโต๊ะอาหาร ให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆ ที่แปลกตา เป็นต้น ทั้งนี้ท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภาพผลงานของเขาได้ ที่นี่

นอกเหนื่อจากความมหัสจรรย์ของผลงานศิลปะยุคดิจิตัลแล้ว สิ่งที่มีการพูดคุยอภิปรายกันในงานคือ การออกแบบ/ดีไซน์ ควรจะจัดเป็นศิลปะ หรือเทคโนโลยี และดีไซน์ควรจะจัดเป็น “วิชา” หรือ “กระบวนการ” เนื่องจากที่อังกฤษมีวิชาที่ทับซ้อนกันคือ Arts & Design (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่)  และ Design & Technology (ท่านสามารถติดตามหลักสูตรแห่งชาติได้ ที่นี่) ซึ่งทั้งภาครัฐ, นักวิชาการและครูต่างก็พยายามหาทางออกการบูรณาการเรื่องนี้ให้เกิดการเรียนการสอนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดยครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมอภิปรายได้พยายามออกแบบการเรียนการสอนโดยโยงเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องธุรกิจ หรือเรื่องสังคมศาสตร์ให้เข้ากับเรื่องดีไซน์ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นที่เมืองไทยคือ cross-curricular learning ซึ่งคณะครูเองต้องพยายามออกแบบการสอนและเชื่อมโยงวิชาต่างๆ ให้เข้ากับบริบท เพื่อให้ผู้เรีัยนเกิดการเรียนรู้ที่เข้าถึงแก่นของวิชา สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น สอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นภายนอกโรงเรียน และก้าวทันความเป็นไปของโลก

น่าเสียดายที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรการออกแบบ/ดีไซน์ แบบนี้ เรามีหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งที่เห็นพอจะเทียบเคียงได้ก็มีแต่วิชาศิลปะซึ่งอยู่ภายใต้ “กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ” และ “กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี” ที่อาจจะไม่ค่อยจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน อีกทั้งหลักสูตรก็มิได้เตรียมความพร้อมนักเรียนเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงาน ทั้งนี้เห็นได้จากคณะวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะมัณฑศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นักเรียนต่างก็ต้องสอบวิชาเฉพาะที่แทบไม่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดหากอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะเหล่านั้นได้ ก็ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม

หากเรามีหลักสูตรเหล่านี้นอกเหนือจากผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินให้ลูกหลานไปเรียนพิเศษแล้ว การเรียนในระดับมัธยมศึกษาทางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ จะเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้มีทางเลือกอาชีพที่หลากหลาย เลือกเรียนในวิชาที่สอดคล้องกับความถนัด และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้จะเห็นว่าภาคธุรกิจ, ภาคการศึกษา หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังต้องอาศัยศิลปะการออกแบบร่วมสมัย ทั้งในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์, การออกแบบสิ่งทอพื้นบ้าน, การจัดระบบงานวิจัย และการสื่อสารระหว่างองค์กรกับสาธารณะชน เป็นต้น

ดังนั้นผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรจะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน (นอกโรงเรียน) ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน และให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาและตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตลอดทั้งจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างโฉมใหม่ของระบบการศึกษาที่ไทย โดยที่ไม่ต้องประกาศปฏิรูปการศึกษาอีกหลายรอบจนดูไม่ค่อยจะขลังเท่าไหร่นักครับ

เตรียมตัวขึ้นเวที TEDx ตอนที่ 1

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้รับข้อความจากผู้จัดงาน TEDx ที่เชียงใหม่ ว่าต้องการเชิญไปพูดในช่วงต้นปีหน้า ความรู้สึกแรกคือ ตกใจและตื่นเต้นมาก เพราะเราเคยติดตามฟังคนดังๆ พูดในวิดิโอมาบ้าง ก็ได้แต่ชื่นชมว่า โห…พูดถ่ายทอดได้เทพมากๆ ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าเราจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดเวทีแบบนี้ (ถึงแม้จะมีอีกหลายขั้นตอนให้ต้องฝ่าฟัน) จริงๆ แล้วเวที TED นี้ก็มีหลายแบบ ถ้าใหญ่สุดก็น่าจะเป็น TED conference และ TED  Global ซึ่งคนดังของโลกก็ขึ้นพูดที่เวทีนี้ ส่วนเวที TEDx ก็เป็นเวทีระดับประเทศที่จัดในเมืองใหญ่ๆ ประเทศไทยเคยจัดที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยมีรูปแบบที่เหมือนกับเวทีใหญ่  คือให้พูดคนละ 6-18 นาที คัดเลือกผู้ที่ส่งใบสมัครเพื่อเข้าฟังจำนวน 100 คน และจะนำวิดิโอไปเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับชมในภายหลัง อ่านเนื้อหาความเป็นมาเกี่ยวกับ TED เป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

แล้วทำอย่างไรถึงมีคนมาเชิญ การจะได้ไปพูดบนเวทีนั้นอาจจะเกิดจากคุณสมัครไปเองให้ผู้จัดงานคัดเลือกหรือมีคนเสนอชื่อของคุณ ซึ่งลองอ่านฟอรัมนี้ดูว่าเค้าเลือกกันอย่างไร ที่นี่ ผู้จัดงานที่เชียงใหม่บอกว่ามีเพื่อนร่วมงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อของผม ซึ่งผมก็ไม่ทราบโดยตรงหรอกครับ แต่เดาได้ว่าน่าจะเป็นใคร เพราะผมสันนิษฐานได้จากคนที่ชอบแฟนเพจของ TEDx ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเพื่อนในเครือข่ายสังคมเฟสบุ๊กที่ผมเคารพและชื่นชมอีกท่าน หลังจากที่ผู้จัดงานส่งอีเมล์มาเชิญอย่างเป็นทางการและผมก็ตอบตกลงอย่างไม่ต้องลังเลใจว่าผมสนใจที่จะขึ้นเวทีไปเล่าประสบการณ์เป็นภาษาอังกฤษให้คนทั้งโลกได้ฟัง สิ่งที่ผู้จัดงานต้องการจากผมตอนนี้คือ ประวัติส่วนตัว และเนื้อหาที่จะไปพูด

การเขียนประวัติส่วนตัวแบบสั้นๆ (biography) มันยากตรงที่ต้องเขียนเป็นประโยคให้ต่อเนื่องและได้ใจความ ต่างจากซีวี (resume) ที่ใส่ได้เป็นข้อๆ จะกี่หน้าก็แล้วแต่ความต้องการในแต่ละงานที่จะนำไปใช้  อีกทั้งการเขียนประวัตินั้นทำให้ผมต้องคิดหนักว่าจะเขียนอย่างไรให้มันน่าสนใจ ดึงจุดที่เด่นและสำคัญออกมาให้ครบ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่การบิดเบือนข้อมูล ทั้งนี้ผมต้องให้คนอื่นๆ ช่วยดู ทั้งเพื่อนคนไทยที่ผมสนิทและชาวต่างชาติที่ผมไว้ใจ บางคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น หรือบางทีคนไทยอาจจะคิดว่าจะเขียนไปโชว์เขาเหรอ ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เพียงแต่ผมต้องการให้เพื่อนช่วยวิจารณ์ ซึ่งมันจะทำให้เราพัฒนาตนเองให้ยอดเยี่ยมขึ้น ทั้งนี้ในภายภาคหน้าเขาก็อาจจะต้องมาทำแบบผมก็ได้

ต่อจากนี้ไปผมจึงจำเป็นต้องหาวิธีการเตรียมการพูดในที่สาธารณะให้น่าสนใจและประทับใจผู้ฟัง นอกจากผมจะต้องนั่งชมวิดิโอหลายๆ คนพูดแล้ว (ตัวอย่างนักพูด TED) ซึ่งสามารถติดตามชมวิดิโอมีภาษาไทยเขียนประกอบ (ซับไตเติ้ล) ได้ ที่นี่ ผมต้องมาคิดอีกหลายตลบว่าผมจะพูดเรื่องอะไรดีที่คนทั่วไปน่าจะชอบแล้วร้อง ว้าวววววว ขณะที่ผมกำลังพูดและได้รับเสียงปรบมืออันกึกก้องเมื่อพูดจบ เหมือนกับที่ได้ชมในวิดิโอ มันมหัศจรรย์จนบางทีผมรู้สึกเกร็งมากกับการเตรียมตัวพูดครั้งสำคัญในชีวิต

การเตรียมเนื้อหาที่จะพูดก็มีหลายเจ้าที่น่าสนใจครับ ซึ่งเว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็ควรจะต้องเข้าไปศึกษา TED Preparing Speakers และของนักพูดท่านนี้ผมก็คิดว่าได้ประโยชน์ครับ  TIM Ferriess รวมทั้งการเตรียมสไลด์นำเสนอในแบบฉบับของ  TED Presentation design  สำหรับผมแล้วการจะพูดเรื่องราวที่ผมถนัดคือ เภสัชศาสตร์, ประสาทวิทยาศาสตร์ และเซลล์ต้นกำเนิด ให้ผสมกลมกลืนเป็นเรื่องเดียวกันในระยะเวลาไม่เกิน 18 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก และหากผมจะเสนอแนวคิดเรื่องการนำเซลล์ต้นกำเนิดให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ เช่น โครงการสเต็มคิดส์ (STEMkids) หรือการพัฒนาเภสัชกรให้หันมาสนใจเภสัชกรรมฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Pharmacy) นั้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้กำลังภายในในการสรุปความโดดเด่นให้เป็นเนื้อหาที่น่าตื้นเต้น แบบที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน ทั้งนี้และทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมต้องชัดเจนในตัวเอง เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะบอกให้โลกได้รับรู้ ดังนั้นการเตรียมตัวขั้นแรกของเวที TEDx จึงไม่ง่ายเหมือนกับการไปพูดตามงานประชุมวิชาการ มันเป็นภาระกิจที่ท้าทายมากครั้งหนึ่งของชีวิตผมเลยก็ว่าได้

ตัวอย่างการพูดเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์  อีดิทธ์ วิดเดอร์: โลกที่แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตที่เรืองแสงได้

เขาเรียกว่ากลับมาตายรัง

จริงๆ เราชอบลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปเรื่อยนะ เรื่องทำเว็บไซต์นี่ก็ทำมันเกือบจะทุกบริษัทที่มีให้ใช้ฟรี แต่ถ้ามองดูว่าเจ้าไหนเวิกสุดคือคงต้องคิดหนัก สเปซนี่มันลูกเล่นเยอะดีแฮะ ตอนนี้ยิ่งเก็บไฟล์ได้เป็นหลายสิบจิก นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมต้องปัดฝุ่นกระบวนการทำสเปซใหม่ เพราะไอ้เจ้าไฟล์ที่ไปฝากไว้กับเว็บอื่นถ้าเราไม่ล๊อกอินเป็นเวลานานมันก็ลบทิ้งไปหมด แต่ฮอตมล์นี่เป็นของเราตลอดไป ตอนนี้มีเว็บไซต์เครือข่ายเซลล์ต้นกำเนิดแล้วยิ่งต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น  http://thscn.tkc.go.th/   แต่ก็เพราะเราตั้งใจจริงๆ ว่าอยากทำให้เครือข่ายเป็นรูปเป็นร่าง ไม่งั้นเราก็ทำคนเดียวของเราก็ได้ไปวุ่นวายจัดการกับคนหลายหลุ่มทำไม สู้ๆ วีระพงษ์ แต่เรื่องเอกสารบทความส่วนตัวที่เราเขียนเองทั้งหมด สมบัติทางปัญญาของข้าพเจ้าที่พอจะมีอยู่ก็จะแปลงเป็นไฟล์เอามาใส่ในสเปซให้คนอื่นๆ ได้ประโยชน์ตามสมควร

เซลล์ต้นกำเนิดไม่ใช่เรื่องไกลตัว

 
ไม่ได้เขียนบล็อกที่นี่มานาน
และก็จะยังไม่เขียนนะครับ
แวะไปอ่านบล็อกเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดที่เพิ่งเขียนได้ที่